วันพุธที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2556

10+1 สุดยอดสิ่งมีชีวิตดัดแปลงพันธุกรรม

10+1 สุดยอดสิ่งมีชีวิตดัดแปลงพันธุกรรม

10. GloFish



          ปลาม้าลายเรืองแสงเป็น ปลาที่ไม่ได้พบเห็นในธรรมชาติ(แน่นอน) เพราะมันเกิดจากการดัดแปลงพันธุกรรม โดยนำยีนจากแมงกะพรุนหรือดอกไม้ทะเลชนิดพิเศษ ซึ่งควบคุมการสร้างโปรตีนที่เรืองแสงได้เองตามธรรมชาติใน ไปใส่ไว้ในสายของดีเอ็นเอที่ทำหน้าที่ควบคุมลักษณะทางพันธุกรรมของปลาม้าลาย จึงทำให้ปลาม้าลายซึ่งปกติมีลักษณะใสและไม่เรืองแสง เปลี่ยนแปลงลักษณะกลายไปเป็นปลาม้าลายที่เรืองแสงได้ เช่นเดียวกับ แมงกะพรุนหรือดอกไม้ทะเลที่เป็นเจ้าของดีเอ็นเอนั้นๆ โดยการทดลองนี้สร้างขึ้นเป็นครั้งแรกโดยทีมนักวิทยาศาสตร์ที่มหาวิทยาลัย แห่งชาติสิงคโปร์นำโดย ดร. ซีหยวน กง (Dr. Zhiyuan Gong) โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อใช้ปลาม้าลายเรืองแสงเหล่านี้เป็นตัวสภาพ ความเป็นพิษของแหล่งน้ำ

           ปัจจุบันมีการซื้อขายปลาม้าลาย เรืองแสงสีแดงในชื่อ โกลฟิช (GloFish) เป็นครั้งแรกในประเทศสหรัฐฯ ในเดือนมกราคม 2004โดยก่อนหน้านั้น มีการทดลองเพื่อตรวจสอบประเมินความเสี่ยงอย่างเข้มงวดเป็นเวลานานกว่า 2 ปี จนในที่สุด องค์การอาหารและยา (Food and Drug Administration, FDA) ของประเทศสหรัฐฯ ก็อนุญาตให้จำหน่ายได้ โดยระบุชัดเจนว่า "ไม่มีหลัก ฐานว่าปลาม้าลายดังกล่าวมีอันตรายต่อสิ่งแวดล้อมมากกว่าปลาม้าลายทั่วไปแต่ อย่างใด"


9. Grapple



 
          ผลไม้นี้ก็ไม่ได้ พบเห็นในธรรมชาติ(อีกล่ะ) มาจากการดัดแปลงพันธ์กรรมโดยดัดแปลงพันธ์กรรมระหว่างแอปเปิ้ลและองุ่น ทำให้เกิดผลไม้ชนิดใหม่ที่ผลเหมือนแอปเปิ้ลแต่พื้นผิวเหมือนองุ่นและรสชาติ องุ่น เป็นผลไม้ที่มีปริมาณวิตามินซีสูงมาก และว่ากันว่าเป็นของกินที่ถูกส่งไปช่วยโลกที่สอง ด้วยนะ ภายใต้ชื่อสินค้าว่า Grapple ซึ่ง เป็นแบรนด์ที่จดทะเบียนเชิงพาณิชย์ของฟูจิ(คงไม่ต้องถามว่าประเทศใดคิดค้น) มีอีกชื่อว่าแอปเปิ้ลกาล่า ซึ่งสาเหตุที่นำองุ่นมาใส่ตัวแอปเปิ้ลเพื่อทำให้แอปเปิ้ลมีน้ำที่มากช่วย เก็บรักษาราชาติและเนื้อได้เป้นอย่างดี


8. Graisin



 
          ลูกเกดยักษ์ที่ได้จากการดัดแปลงพันธ์กรรมเพื่อให้มีขนาดใหญ่ขึ้นถูกผลิตโดยสถาบันพันธุศาสตร์ในประเทศญี่ปุ่น เนื่องจากญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ชอบผลไม้ใหญ่ๆ ล่าสุดนิยมผลไม้และอาหารจากตะวันตกอย่างลูกเกด เนื้อและรสชาติเหมือนกับของพ่อแม่และสามารถกินดิบๆ หรือหั่นบางๆ กินหลายมื้อได้


7. Rubber Cork Tree



 
          เป็นการดัดแปลงพันธุกรรมโดนผสม ระหว่างไม้ก๊อกและยางพารา เพื่อให้เกิดไม้ที่ใช้ทำก๊อกไวน์ที่มีคุณสมบัติดีเยี่ยม นั้นคือมีความพรุน, คงทน เปลือกไม้มีสีสันสวยงาม นอกจากนั้นพืชตัดแต่งพันธุกรรมถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อใช้ในหลายๆ วัตถุประสงค์ ได้แก่ความต้านทานต่อแมลง, ยากำจัดวัชพืชและสภาพสิ่งแวดล้อมที่เลวร้าย ซึ่งผู้ก่อตั้งแชมเปญ Bollinger บอกว่าก็อกแบบใหม่นี้จะ เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่ผลิตไวน์มาเลย"(จาก รูปจะเห็นว่ามันไม่มีเปลือกไม้เลย ทำให้ไม่จำเป็นต้องลอกเปลือกให้เสียเนื้อเยื่อแต่อย่างใด)


6. Umbuku Lizard



 
          เป็นสิ่งมีชีวิตชนิดเดียวที่ไม่มี เหตุผลหรือวัตถุประสงค์ ในการดัดแปลงพันธ์กรรม แต่เป็นเครื่องพิสูจน์ว่าสามารถทำได้ โดยพันธุกรรมในซิมบับเว ได้จัดการดัดแปลงให้ตุ๊กแกสัตว์พื้นเมืองที่มีขนาดเล็กและหายากในแอฟริกา โดยทำให้มันบินได้ แล้วตั้งชื่อใหม่ว่า Umbuku Lizard(ปล. แปลได้แค่นี้แหละครับ)


                                                                                                                                                                                 

5. Paper Tree



          ต้นไม้กระดาษเป็นต้นไม้ที่ดัดแปลง พันธุกรรมเพื่อมีวัตถุ ประสงค์การลดต้นทุนการผลิตและการสูญเสียทรัพย์กรต้นไม้ในอุตสาหกรรม ผลิตกระดาษ เมื่อเร็วๆ นี้บริษัทสวิสได้แลเห็นความสำคัญ จึงได้ดัดแปลงโดยต้นไม้นี้จะออกเป็นใบที่มีขนาดใหญ่ และเมื่อนำไปตากแห้ง คุณสมบัติของมันจะเหมือนกระดาษที่ใช้เขียนมาก ในภาพข้างบนเราจะเห็นพนักงานบริษัทถือใบไม้แห้งของต้นกระดาษทาบต้นไม้กระดาษ อยู่


4. Dolion



 
          มันน่าจะเป็นตัวอย่างที่โดดเด่น ที่ สุดของวิทยาศาสตร์ที่ สามารถนำ DNA มาใช้ได้อย่างเหลือเชื่อ Dolion เป็นการ ดัดแปลงพันธุกรรมระหว่างสิงโตและสุนัข จนได้ผลิตผลสัตว์เหลือเชื่อนี้(บนโลกมีสัตว์ชนิดนี้แค่สามตัวและมันอยู่ใน ห้องปฏิบัติการ ภาพข้างบนมีชื่อว่า Rex ซึ่งเป็นตัว แรก) และข้อมูลของมันไม่ค่อยมีมากเท่าไหร่(มันจะดุเหมือนสิงโตไหมนี้)


3.Tiny Piney



 
          
           เป็นสน ขนาดเล็ก โตเต็มที่สูงเพียง 2 เซนติเมตร ถูกดัดแปลงพันธ์กรรมเพื่อให้มันเติบโตอย่างรวดเร็วและใช้กลิ่นต้นสนมาใช้ อุตสาหกรรมน้ำหอม โดยต้นแบบสนเล็กๆ นี้มีอยู่มากมายอย่างมหาศาลที่นิยมบริโภคในประเทศปาปัวนิวกีนีโดยจุ่มลงไป ทอดกินกับกะทิและหอย ส่วน Tiny Piney เป็นชื่อเครื่องหมายการค้า


2. Fern Spider


 
          แมงมุม เฟิร์นไม่ซ้ำกันในรายการที่เอาสัตว์และพืชมารวมกัน เป็นการดัดแปลงพันธ์กรรมโดยใช้ แมงมุมพันธุ์ในอิตาลีชื่อ Wolf spider (Lycosa tarantula) และ ponga fern (Cyathea dealbata) วัตถุประสงค์ในการผสมพันธุ์มหัศจรรย์นี้คือการศึกษาอัตราการรอดของแมงมุมใน ธรรมชาติ การทดลองนี้เป็นของ ในนิวซีแลนด์ แต่ผลการศึกษายังไม่เผยแพร่


1. Lemurat



 
          ความ มั่งคั่งของคนรวยชาวจีนกำลังเพิ่มขึ้น พวกเขากำลังมองสัตว์เลี้ยงที่แปลกใหม่เอาไว้โอ้อวดเงินทองของพวกเขา และนั้นเองจึงเป้นที่มาของบรัษัทวิจัยทางการแพทย์และวิทยาศาสตร์จีนในการ แข่งขันผลิตสัตว์ข้ามสายพันธุ์ให้ประสบผลสำเร็ขมากที่สุด(เพื่อการเงิน) จนที่ที่สุดพวกเขาก็ได้แมวพันธุ์ใหม่ที่เกิดจากการผสมระหว่างพวกลิงและแมว ทำให้ได้สัตว์ที่มีขนนุ่มหลายสีของแมว และหางลายและตาเหลืองทึ่มักพบในสัตว์จำพวกลิง โดยทั่วไปมันไม่อันตราย และชื่อวิทยาศาสตร์คือ Prolos Fira


0. Cats glow




          แมวเรืองแสงเกิดจาก ดัดแปลงพันธุกรรมโดยนักวิทยาศาสตร์ชาวเกาหลีใต้ ทำให้แมวสามารถเรืองแสงได้ในความมืดเมื่อสัมผัสกับแสงอัลตราไวโอเลต โดย กง อิลคุน ผู้เชี่ยวชาญด้านโคลนนิ่ง มหาวิทยาลัยแห่งชาติยองซัง ได้สร้างแมวขึ้นมา 3 ตัว แมวเหล่านี้ถูกดัดแปลงพันธุกรรมในส่วนของยีนที่ผลิตโปรตีนฟลูออเรสเซนต์ นับเป็นครั้งแรกในโลกที่มีการโคลนแมวที่ถูกดัดแปลงยีนดังกล่าวตอนแรกพวกเขา ได้แมว 3 ตัว แต่ตอนนี้เหลือรอดชีวิตเพียง 2 ตัว และเติบโตจนมีน้ำหนัก 3 กก. และ 3.5 กก. โดยวัตถุประสงค์ใน การทดลองนี้ก็เพื่อนำ เทคโนโลยีไปใช้ในการโคลน แมวที่มียีนผิดปกติ รวมทั้งมี ประโยชน์ในการพัฒนาการรักษาโรคโดยใช้เซลล์ต้นกำเนิดหรือสเต็มเซลล์ หรือจะนำมาใช้ในการโคลน สัตว์ใกล้สูญพันธุ์ชนิดต่างๆ เช่น เสือ เสือดาว และแมวป่าก็ยังได้


ที่มา : 
http://www.banprak-nfe.com


คุณเคยเห็นโลกหมุนรอบตัวเองใหม ?



        " คุณเคยเห็นโลกหมุนรอบตัวเองใหมครับ ?" หลายคนคงจะนึกขำถ้าถูกคนถามด้วยคำถามนี้ หลายๆคนก็ทราบกันดีอยู่แล้วว่าโลกหมุนรอบตัวเอง ทำให้เกิดเป็นกลางวันและกลางคืน ความรู้นี้ย้อนกลับไปได้หลายร้อยปีถึงสมัยของ โคเปอร์นิคัส  โน้นแน่ะ คงจำกันได้ว่านักปราชญ์ท่านนี้เป็นคนแรกที่บอกว่า โลกมิได้เป็นศูนย์กลางของจักรวาล ดวงอาทิตย์ไม่ได้หมุนรอบโลก และ โลกต่างหากที่หมุนวนรอบดวงอาทิตย์ทุกๆ ปี   ยิ่งในปัจจุบันนี้มนุษย์สามารถออกไปนอกอวกาศ นั่งดูโลกหมุนรอบตัวเองได้ คำถามข้างบนก็ดูจะเป็นคำถามที่ไม่น่าถามเอาเสียเลย

        แต่... ถ้าเราไม่ออกไปนอกโลกล่ะ เราจะทราบได้อย่างไรว่าโลกหมุนรอบตัวเอง ไม่ใช่ดวงอาทิตย์หมุนรอบโลก?

        เป็นเวลานานทีเดียว กว่าที่นักดาราศาสตร์จะใช้ปรากฎการณ์ทางท้องฟ้า มาพิสูจน์คำพูดของ โคเปอร์นิคัสได้  ซึ่งต้องอาศัยความรู้ทางดาราศาสตร์พอสมควร ถึงจะเข้าใจ แล้วสำหรับเราๆ ท่านๆ ที่ถนัดแต่ดูดาวเพื่อความโรแมนติกล่ะ มีวิธีอื่นอีกใหมที่จะเห็นโลกหมุนรอบตัวเองได้ ...

         ในปี ค.ศ. 1851 ที่วิหาร์พาเธนอนในกรุงปารีสประเทศฝรั่งเศส นักฟิสิกส์ และนักดาราศาสตร์  โฟวเคาลท์ (Foucault) ได้ทำการทดลองแสดงการหมุนของโลกให้ประชาชนใด้เห็นกันจะๆ



         สำหรับ Jean Bernard Leon Foucault  นั้นเกิดเมือววันที่ 18 สิงหาคม ค.ศ. 1819 แรกเริ่มเดิมทีนั้นอยากเป็นแพทย์ จึงได้สอบเข้าเรียนในคณะแพทย์ศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยปารีส แต่ด้วยดวงชะตาที่จะต้องมาเป็นนักวิทยาศาสตร์ Foucault ได้พบว่าตัวเองนั้นมีอาการของโรค Phobia หรือโรคกลัวเลือด เห็นเลือดไม่ได้ เลยต้องลาออกจากการเป็นนักเรียนแพทย์ แล้วหันมาศึกษาวิทยาศาสตร์แทน เขามีผลงานหลายด้านที่เด่นๆ ได้แก่ เป็นผู้ประดิษฐ์ ไจโรสโคป (gyroscope) และ เป็นผู้ที่ทำการทดลองวัดความเร็วของแสงได้อีกด้วย เขาได้ดัดแปลงการทดลองของเพื่อนร่วมงานคือ Armand Fizeau   โดยสามารถทำการวัดค่าอัตราเร็วของแสงได้เท่ากับ  186,000 ไมล์ต่อชั่วโมง  แต่สำหรับผลงานของเขาที่เราจะพูดถึงกันในตอนนี้ก็คือ การทดลองที่ชื่อว่า Foucault's pendulum ...


         เรื่องมีอยู่ว่าในขณะที่ Foucault กำลังประยุกต์นำลูกตุ้มมาใช้จับเวลาในการศีกษาดาราศาสตร์ เขาได้เกิดความคิดที่จะประยุกต์การแกว่งของลูกตุ้มเพื่อพิสูจน์การหมุนรอบตัวเองของโลก โดยใช้กฎของนิวตันที่ว่าระนาบการแก่วงของลูกตุ้มนั้นจะคงที่เสมอ ดังนั้นถ้าเราวางลูกต้มให้แกว่งอยู่ที่ขั้วโลก เนื่องจากว่าโลกหมุนรอบตัวเอง คนบนพื้นโลกก็จะเห็นระนาบการแกว่างของลูกตุ้มเปลี่ยนตำแหน่งไปเรื่อยๆ และจะกลับมายังตำแหน่งเดิมทุกๆ 24 ชั่วโมง



        ทั้งที่ความจริงแล้วระนาบการแกว่งของลูกตุ้มนั้นไม่ได้เปลี่ยนแปลง แต่เนื่องจากว่าโลกนั้นหมุนรอบตัวเอง จึงทำให้ผู้สังเกตุซึ่งอยู่บนโลกเห็นไปเช่นนั้น ( คล้ายๆกับเราเห็นดวงอาทิตย์หมุนรอบโลก ) อัตราการเปลี่ยนแปลงระนาบของการแก่วงของลูกต้มที่ตำแหน่งต่างๆ ของโลกนั้นไม่เท่ากัน นั้นขึ้นอยู่กับค่าละติจูด (latitude)

         โดยสามารถคำนานได้จากสูตร  :            T = 24/sin q
         เมื่อ T  คือคาบเวลาที่ระนาบการแกว่ง จะวนมายังตำแหน่งเดิม หน่วยเป็นชั่วโมง และ q  คือค่าละติจูดของตำแหน่งที่อยู่ จะเห็นว่าที่ขั้วโลกเหนือนั้น ระนาบการแกว่างจะเปลี่ยนแปลง และวนกลับมายังตำแหน่งเดิมในเวลา 24 ชั่วโมง (ขั้วโลกมี ละติจูดเท่ากับ 90 องศาเหนือ  และ sin 90 เท่ากับ 1) ในขณะที่บริเวณใกล้แส้นศูนย์สูตรนั้น ระนาบการแกว่งจะไม่เปลี่ยนเลย (เช่นถ้าทำการทดลอง ในประเทศไทยก็แทบจะไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงเลย ว้า...)
          การทดลองนี้ได้ตั้งชื่อว่า Foucault's pendulum เพื่อเป็นเกียรติ์แก่ Foucault นั้นเอง  จะว่าไปแล้วการทดลองนี้ไม่ใช่เป็นการค้นพบใหม่ เพรานักดาราศาสตร์ได้พิสูจน์การหมุนของโลก ด้วยการสังเกตุดวงดาวบนท้องฟ้าได้ก่อนหน้านั้นแล้ว แต่การทดลองของ Foucault นั้นง่ายแก่การเข้าใจ และสามารถทดลองให้เห็นได้ง่าย ดังที่เขาได้ทดลองให้ประชาชนได้ชมในปี ค.ศ. 1851 นั่นเอง 




ที่มา  :  http://www.banprak-nfe.com

นักวิทยาศาสตร์เผยม้าขนาดเท่าแมวเมื่อ 50 ล้านปีก่อน


นักวิทยาศาสตร์เผยม้าขนาดเท่าแมวเมื่อ 50 ล้านปีก่อน



                    วอชิงตัน 24 ก.พ.-นักวิทยาศาสตร์สหรัฐกล่าวว่า เมื่อกว่า 50 ล้านปีที่แล้ว โลกมีอากาศร้อนกว่าในปัจจุบัน และม้าที่มีขนาดเท่าแมวมีอยู่กลาดเกลื่อนในป่าทั่วอเมริกาเหนือ

             ม้าในยุคดึกดำบรรพ์ซึ่งมีชื่อเรียกว่า "ซิฟริปปุส" วิวัฒนาการให้มีขนาดเล็กลงเพื่อให้สามารถปรับตัวเข้ากับอุณหภูมิที่สูงขึ้นในช่วงเวลาที่โลกปกคลุมด้วยก๊าซมีเธนที่เกิดจากการระเบิดครั้งใหญ่ของภูเขาไฟ

           
นักวิจัยวิเคราะห์ซากดึกดำบรรพ์ฟันของม้าที่ค้นพบในรัฐไวโอมิง แสดงให้เห็นว่า ฟันของม้ามีขนาดเล็กลงเรื่อย ๆ ที่บ่งชี้การวิวัฒนาการ ม้าในยุคดึกดำบรรพ์มีขนาดเล็กลงเกือบ 1 ใน 3 เหลือขนาดเท่ากับแมวบ้านขนาดเล็กน้ำหนักตัว 4 กิโลกรัมในระยะ 130,000 ปีแรก และค่อย ๆ วิวัฒนาการให้มีขนาดใหญ่ขึ้นเป็น 7 กิโลกรัมในช่วง 45,000 ปีสุดท้าย นอกจากม้าแล้ว ยังมีสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมอีกประมาณ 1 ใน 3 ที่วิวัฒนาการให้มีขนาดเล็กลงในช่วงเวลาดังกล่าว บางชนิดมีขนาดเล็กลงจากเดิมถึงครึ่งหนึ่ง

           
นายรอสส์ ซีคอร์ด นักวิทยาศาสตร์ผู้ร่วมวิจัยจากมหาวิทยาลัยเนบราสกา-ลินคอล์น กล่าวว่า การค้นพบครั้งนี้บ่งเป็นนัยว่าอาจเกิดปรากฎการณ์แบบเดียวกันนี้ใน 
1-2 ศตวรรษหน้า ซึ่งโลกจะมีอุณหภูมิอุ่นขึ้น 4 องศาเซลเซียสใน 100 ปีข้างหน้า และในปัจจุบันก็พบว่ามีนกบางชนิดที่มีขนาดเล็กลงกว่าในอดีตซึ่งมีอุณหภูมิเย็นกว่าปัจจุบัน.


 ที่มา  :  http://www.banprak-nfe.com

ทำไมคนเราถึงมีเลือดหลายหมู่?





                โปรตีน ไกลโคโปรตีน และไกลโคลิปิดประเภทต่างๆ ที่พบหรือแสดงออกบนผิวของเซลล์เม็ดเลือดแดงเป็นตัวบ่งบอกหมู่เลือดของเรา แต่กระนั้น หมู่เลือดหรืออย่างน้อยเป็นการแสดงออกของยีนได้ถ่ายทอดมาจากพันธุกรรม คาร์ล แลนด์สไตเนอร์ (Karl Landsteiner) เป็นผู้อธิบายหมู่เลือดดั้งเดิมคือ หมู่เลือด ABO ในปี 1900 และแพทย์ได้ค้นพบระบบหมู่เลือดถึง 29 ระบบ ซึ่งมีหมู่เลือดแตกต่างกันหลายร้อยหมู่เลือด แอนติเจนของหมู่เลือด (และภูมิคุ้มกันที่ทำปฏิกิริยากับมัน) มากมายได้ถูกค้นพบจากการทดสอบดูความเข้ากันก่อนการถ่ายเลือด แต่แอนติเจนบางตัวมีหน้าที่เพิ่มเติม ซึ่งอย่างน้อยก็มีความสำคัญพอกันกับการดูความเข้ากัน จากหลักการทางชีวเคมีและชีวโมเลกุลสมัยใหม่ช่วยให้เราแยกแยะลักษณะเฉพาะของสารเหล่านี้ได้ดีขึ้น แม้ว่าโมเลกุลส่วนใหญ่จะไม่มีความจำเป็นต่อหน้าที่ของเม็ดเลือดแดง แต่โมเลกุลบางตัวมีหน้าที่เฉพาะบนเยื่อหุ้มเซลล์ของเม็ดเลือดแดงเช่น ยอมให้สารประกอบบางตัวเข้าและออก หรือเกาะกับผิวเม็ดเลือดแดง


                    สำหรับหมู่เลือดบางหมู่ วิวัฒนาการและความกดดันเฉพาะจากสิ่งแวดล้อมมีความสำคัญในการอยู่รอดของมัน ตัวอย่างเช่น หมู่เลือด Duffy ที่มีตัวรับ (receptor) ที่ยอมให้ปรสิตโรคมาลาเรียเข้าไปยังเซลล์เม็ดเลือดแดงได้ ดังนั้น ในบางพื้นที่ที่มีการระบาดของโรคมาลาเรียในทวีปแอฟริกา ประชากรที่มีหมู่เลือด Duff เป็นลบจะสามารถอยู่รอดได้ เพราะว่าการไม่มีแอนติเจนต่อหมู่เลือด Duffy ช่วยให้เราสามารถวัดการป้องกันโรคมาลาเรียได้ เปอร์เซ็นต์ของคนที่ไม่มีแอนติเจนต่อหมู่เลือด Duffy จะสูงมากในพื้นที่ที่มีการระบาดของโรคมาลาเรีย เรายังไม่รู้ว่าหน้าที่ต่างๆ ของแอนติเจนของหมู่เลือด A และ B (หมู่เลือด O หมายถึง ไม่มีแอนติเจน A และ B) อย่างไรก็ตาม พวกมันอาจจะมีความสำคัญมากที่สุด เพราะว่าพวกมันแสดงออกในเซลล์และเนื้อเยื่อมากมายโดยเฉพาะในเซลล์เม็ดเลือดแดงและอยู่ในพลาสมาเช่นกัน มีความแตกต่างทางสถิติในเรื่องความถี่ของการเกิดโรคต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับหมู่เลือด ABO คือ ผู้ที่มีหมู่เลือด A จะมีความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งกระเพาะประมาณ 20% มากกว่าคนที่มีหมู่เลือด O แต่คนที่มีหมู่เลือด O จะมีโอกาสเป็นแผลในกระเพาะมากกว่า เหตุผลของสิ่งเหล่านี้ยังไม่ชัดเจนนัก อย่างไรก็ตาม ความสามารถในการเกิดโรคเหล่านี้ไม่สามารถเอาไปเปรียบเทียบกับข้อดีของการอยู่รอดในประชากรหนึ่งได้ เพราะว่าโรคเหล่านี้มักจะเกิดหลังวัยเจริญพันธุ์ (ซึ่งไม่เหมือนกับโรคมาลาเรีย) ในทางตรงข้าม มีหลักฐานบางส่วนบ่งชี้ว่า คนที่มีหมู่เลือด O สามารถเกิดโรคกาฬโรค (bubonic plague) ได้มากกว่าคนที่มีหมู่เลือดอื่นๆ แต่คนที่มีหมู่เลือด A สามารถเป็นโรคไข้ทรพิษ (ฝีดาษ) ได้มากกว่า ความถี่ของการเกิดโรคทั้งสองอาจจะเพิ่มขึ้นในคนที่มีหมู่เลือด B ในประเทศจีน อินเดีย และบางส่วนของรัสเซียที่ประสบกับการระบาดของโรคเหล่านี้ เชื้อโรคที่เป็นพาหะนำแอนติเจนที่คล้ายคลึงกัแอนติเจน A และ B อาจจะมีบทบาทสำคัญในการกระจายตัวที่แตกต่างกันของหมู่เลือดต่างๆ ทั่วโลกก็ได้ ในที่สุดแล้ว ยังมีเรื่องลึกลับอีกมาที่เกี่ยวข้องกับหมู่เลือดครับ มีการอ้างอิงต่างๆ มากมายเช่น คนที่มีหมู่เลือด A เวลาเมาจะมีพฤติกรรมรุนแรงก้าวร้าว คนที่มีเลือดหมู่ O จะมีฟันดีที่สุด และคนเลือดหมู่ A จะสมองดีที่สุดหรือ IQ สูงนั่นแหละครับ  การอ้างอิงเหล่านี้และอื่นๆ จะต้องใช้พื้นฐานทางวิทยาศาสตร์และความโดดทางวิวัฒนาการเป็นตัวตรวจสอบครับ                    



ที่มา :     http://www.banprak-nfe.com